สูญเสีย-หักหลัง-แสดงอำนาจ : เรื่องอลหม่านเมื่อ “หลุยส์ เอ็นริเก้” คุมทัพกระทิงดุ

สูญเสีย-หักหลัง-แสดงอำนาจ : เรื่องอลหม่านเมื่อ “หลุยส์ เอ็นริเก้” คุมทัพกระทิงดุ

สเปน ผลงานไม่เปรี้ยงเอาเสียเลยตลอด 2 เกมที่ผ่านมาใน ยูโร 2020 และหลายคนไม่แปลกใจที่มันเป็นเช่นนั้น
เพราะภายในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา คือช่วงเวลาที่วงการฟุตบอลทีมชาติสเปนวุ่นวายที่สุดเท่าที่เคยมี

ตั้งแต่ดราม่า ซาบซึ้ง และการคิดคดทรศยศหักหลัง.. นี่คือเรื่องราวครบรสที่เป็นเหตุผลว่าทำไม สเปน ชุดนี้จึงมีอะไรแปลกๆ ให้แฟนๆได้เห็นเต็มไปหมด

ติดตามได้ที่ Main Stand..

โกลาหลตั้งแต่เริ่มต้น

นับตั้งแต่การวางมือของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ กุนซือผู้พาสเปนคว้าแชมป์โลกปี 2010 และแชมป์ยุโรปปี 2012 รอยโหว่ครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นกับทัพกระทิงดุ การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าชาติไหนๆก็หนีไม่พ้น มันถูกเรียกว่า “ช่วงเวลาผลัดใบ”

กลุ่มนักเตะยุคทองเริ่มเข้าสู่อายุ 30 อัพ หลายคนมีสภาพร่างกายและความทะเยอทะยานไม่เหมือนเดิม และนั่นทำให้มีการถ่ายเลือดครั้งใหม่ ชาบี เอร์นันเดซ, อันเดรียส อิเนียสต้า, ดาบิด บีย่า, เฟร์นานโด ตอร์เรส และอีกหลายๆคนประกาศลาทีมชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดทางให้รุ่นน้องเข้ามาทำหน้าที่แทน เช่นเดียวกับตำแหน่งกุนซือทีมชาติที่ต้องการใครสักคนซึ่งคลุกคลีกับนักเตะยุคนี้เป็นอย่างดี

คำตอบของสหพันธ์ฟุตบอลสเปน หรือ RFEF เป็นเอกฉันท์ ฆูเลน โลเปเตกี ที่เคยทำทีมชุดเยาวชนสเปนมาตั้งแต่รุ่น ยู 19 จนถึง ยู 21 ได้เข้ามารับตำแหน่งนั้นหลังจบศึกยูโร 2016 จากนั้นเราก็ได้เห็นเขาเรียกนักเตะหน้าใหม่เข้ามาติดทีมอีกหลายคน ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายุคสมัยใหม่มาถึงแล้ว

โลเปเตกี ทำทีมตามปรัชญาของฟุตบอลสเปน นั่นคือการเล่นพาสซิ่งเกม เน้นผ่านบอล ครอบครองบอล และเป็นฝ่ายเล่นเกมรุกใส่คู่แข่ง ผลงานภายในเวลา 2 ปี ของเขาไม่ธรรมดา ด้วยการทำทีม 20 นัด ชนะ 14 เสมอ 6 และไม่แพ้ใครเลยแม้แต่เกมเดียว

ทว่าปัญหาใหญ่เริ่มเกิดขึ้นในปี 2018 ก่อนฟุตบอลโลกที่รัสเซีย ทัวร์นาเมนต์สำคัญที่ชาวสเปนทุกคนเฝ้ารอจะเริ่มเพียงไม่กี่สัปดาห์ โลเปเตกี กลับเลือกที่จะประกาศข่าวใหญ่และยืนยันว่า หลังจบทัวร์นาเมนต์นี้ ไม่ว่าผลงานทีมชาติจะเป็นเช่นไร เขาจะออกจากตำแหน่งและรับงานกับสโมสร เรอัล มาดริด ทันที.. ซึ่งนั่นสร้างความไม่พอใจอย่างมาก

สหพันธ์ฟุตบอลสเปน โกรธกับการกระทำลับหลัง และไม่สามารถยอมรับกุนซือที่ไม่ได้โฟกัสกับงานของตัวเองเพียงอย่างเดียว พวกเขาต้องตัดสินใจ ทัวร์นาเมนต์สำคัญขยับเข้ามาใกล้ทุกวินาที ช่วงเวลานั้นมีการถกเถียงกันของคนในองค์กรลูกหนังสเปนอย่างหนัก ว่าจะเลือกปลด โลเปเตกี เลยทันที เพื่อรักษาหน้าของสหพันธ์เอาไว้ หรืออีกข้อหนึ่ง คือการให้เขาทำงานที่เขาได้เตรียมไว้มาตลอด 2 ปี ให้เสร็จ เพราะการเปลี่ยนขุนพลกลางศึกนั้นไม่ส่งผลประโยชน์อันใด

ท้ายที่สุดก่อนฟุตบอลโลก 2018 เริ่มขึ้นวันเดียว สหพันธ์ฟุตบอลสเปน ตัดสินใจเด้ง โลเปเตกี ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลของเรื่องการเมืองภายใน เพราะมีนักเตะในแคมป์ทีมชาติหลายคนมีความรู้สึกแตกต่างออกไปจากที่เคย พวกเขาสับสนกับการมีโค้ชที่กำลังจะย้ายงานอย่าง โลเปเตกี เป็นผู้นำ.. การยกเลิกสัญญาครั้งนั้น เป็นไปตามการยินยอมของทั้งสองฝ่าย โลเปเตกี ตัดสินใจออกโดยไม่รับเงินค่าชดเชย ขณะที่สเปนต้องเข้าทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก 2018 ด้วยความโกลาหล จนสุดท้ายตกรอบ 16 ทีม ด้วยการแพ้ให้กับ รัสเซีย ในการดวลจุดโทษ..

ไม่ได้แชมป์ = น่าผิดหวัง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ สเปน มาตลอดนับตั้งแต่ปี 2008 ที่พวกเขาเริ่มสร้างยุคสมัยของตัวเองขึ้นมากับการคว้าแชมป์ยูโร

หลังทัวร์นาเมนต์จบ แคนดิเดตโค้ชคนใหม่เริ่มเปิดโผ นำมาโดย เฟร์นานโด เอียร์โร่ กุนซือขัดตราทัพที่คุมทีมชุดตกรอบบอลโลก 2018, อัลเบิร์ต เซลาเดส กุนซือทีมรุ่นยู 21, บิเซนเต้ เดล บอสเก้ รักเก่าที่บ้านเกิด, การ์เลส ปูโยล อดีตกัปตัน บาร์เซโลน่า, โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กุนซือชาวสเปนของทีมชาติ เบลเยียม, ชาบี เอร์นันเดซ อดีตจอมทัพของทีม กุนซือของทีม อัล ซาดด์ และ หลุยส์ เอ็นริเก้ อดีตกุนซือของ บาร์เซโลน่า ที่เคยพาทีมคว้าทุกแชมป์ในซีซั่นเดียวเมื่อปี 2015

ดีกรีที่กล่าวมามันชัดเจนที่สุดว่า เอ็นริเก้ คือเป้าหมายที่เหมาะสมที่สุด และมติก็เป็นเช่นนั้น เขาได้สัญญาทั้งหมด 4 ปี จากสหพันธ์ฟุตบอลสเปน และภารกิจของเขาคือ “ทุ่มให้ทีมชาติอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างยุคสมัยใหม่อีกครั้ง”

เริ่มต้นอย่างเร้าใจ

การสร้างยุคสมัยต้องการโค้ชสักคนที่เป็นคนหัวก้าวหน้า กล้าเปลี่ยนแปลง และพร้อมรับมือกับความกดดัน.. เอ็นริเก้ เข้ามารับตำแหน่งและบอกว่าเขาเป็นคนที่มีคุณสมบัติพร้อมสำหรับสิ่งเหล่านี้

“ผมไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของความล้มเหลว.. ฟุตบอลโลกครั้งนี้แย่มาก แต่ข้อดีคือเรามีกลุ่มนักเตะที่ดีอยู่ร่วมกัน และเราจะเริ่มกันใหม่ในยุคของผม ยุคนี้จะเป็นยุคที่เราจะแยกคำว่า ความสำเร็จ กับคำว่า ความล้มเหลว ออกจากกันให้ชัดเจนไปเลย” กุนซือใหม่ไฟแรงกล่าว

“นี่จะไม่ใช่การปฏิวัติ แต่มันคือการพัฒนา ผู้เล่นเหล่านี้เล่นร่วมกันมา พวกเขาให้ความมั่นใจซึ่งกันและกัน และเราก็ต้องยุติธรรมพอที่จะเชื่อว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคนเช่นกัน”

แม้จะเคยเป็นโค้ชของ บาร์เซโลน่า แต่ เอ็นริเก้ เป็นคนที่เปิดกว้างและชัดเจนกับแนวทางของตัวเองเป็นอย่างมาก เขาพา บาร์เซโลน่า กวาดทุกแชมป์ในฤดูกาล 2014-15 โดยในปีนั้น เอ็นริเก้ เชื่อมั่นในวิธีของตัวเองจนถึงขั้นมีข่าวว่าเขาไม่ค่อยถูกเส้นกับ ลิโอเนล เมสซี่ สตาร์เบอร์ 1 ของทีม รวมถึงนักเตะซีเนียร์คนอื่นๆในทีมด้วย

เขาชอบเดิมพันกับความเสี่ยง หลายครั้งที่เขาทำอะไรไม่ถูกใจนักเตะในทีม แต่สามารถทำให้ทุกคนยอมรับได้ด้วยผลลัพธ์ในสนาม เอ็นริเก้ เข้ามาคุมทีมชาติสเปน และเรียกนักเตะหลายคนที่เป็นแข้งหน้าใหม่ที่ไม่เคยติดทีมชาติเข้ามารับโอกาสครั้งสำคัญ และในช่วงที่นักเตะเบอร์ใหญ่ฟอร์มไม่ดี เขาก็ไม่ลังเลที่จะไม่เรียกตัวมาติดทีมชาติ ครั้งหนึ่งเขาเคยตัดชื่อ จอร์ดี้ อัลบา แบ็กชุดแชมป์โลกและแชมป์ยุโรปออกจากทีม จนมีปากเสียงกับ เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมชาติในยุคที่เขาคุมทีมมาแล้ว

“ผมกับ จอร์ดี้ อัลบา เล่นทีมชาติด้วยกันมานาน นี่คือหนึ่งในแบ็กซ้ายที่ดีที่สุดในโลก ไม่ว่าคุณจะตัดสินเขาด้วยผลงานหรือตัวเลขสถิติ.. แต่อย่างว่าแหละ สุดท้ายแล้วโค้ชคือผู้ตัดสินใจเพียงคนเดียว แต่ถ้าถามผม ผมตอบได้คำเดียวเลยว่าเราต้องการนักเตะอย่างเขามาก” รามอส เคยว่าไว้เช่นนั้น

เขายอมรับการทำงานภายใต้การมี เอ็นริเก้ เป็นผู้นำ เพราะในช่วง 1 ปีแรกที่ เอ็นริเก้ คุมทีม สเปนใช้ปรัชญาการผ่านและครอบครองบอลได้เป็นอย่างดี พวกเขาชนะถึง 8 จาก 10 นัดที่ลงสนาม บุกมาชนะอังกฤษ ถึงเวมบลีย์ ถล่ม โครเอเชีย ที่เป็นรองแชมป์โลก 6-0 ถล่ม เวลส์ ที่เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายใน ยูโร 2016 อีก 4-1

สเปน กลับมาเป็นบอลมีทรง มีออร่าของทีมระดับตัวเต็งอีกครั้ง และ เอ็นริเก้ ก็ชอบทีมชุดนี้ของเขามาก ในช่วงปี 2019 เขาเคยยืนยันด้วยตัวเองว่าด้วยนักเตะที่มีในเวลานี้ สเปน คือตัวเต็งสำหรับ ยูโร 2020 ในปีหน้า (ณ เวลานั้น) อย่างแน่นอน

“มันจะมีเซอร์ไพรส์แน่นอน นักเตะบางคนที่ไม่ได้เล่นกับเราในระยะหลัง หรือคนที่ไม่เคยติดทีมชาติมาก่อน แต่ที่สุดแล้ว เราคือตัวเต็ง เราชอบการเป็นตัวเต็ง แม้ว่าเราจะทำผลงานไม่ดีในรายการที่ผ่านมา (ฟุตบอลโลก 2018) ก็ตาม” เอ็นริเก้ ให้สัมภาษณ์

จุดเปลี่ยนสำคัญ

ชีวิตนี้เราไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่างนอกจากภาษีและความตาย.. นี่อาจจะเป็นคำพูดที่ดูติดตลก แต่มันคือตลกร้ายที่ไม่ว่าใครก็ต้องได้ประสบพบเจอ ไม่ช้าก็เร็ว ความตายจะมาเยือน ไม่เราก็คนที่เรารัก แต่ความไม่แน่นอนก็คือ เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเรื่องร้ายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่

ในระหว่างที่ เอ็นริเก้ “ลักกี้อินเกม” งานของเขากำลังไปได้ดี และทัวร์นาเมนต์สำคัญใกล้เข้ามาทุกที ทว่าเรื่องราวร้ายแรงที่สุดในชีวิตของเขาก็มาเยือนโดยไม่ทันตั้งตัว

20 มิถุนายน 2019 เอ็นริเก้ เข้าพบกับสหพันธ์ฟุตบอลสเปน เพื่อบอกว่าสภาพจิตใจของเขาย่ำแย่เกินกว่าจะทุ่มเทให้การทำงานกับทีมชาติได้ เขามีภาระหน้าที่อันหนักอึ้งที่สำคัญยิ่งกว่าประเทศชาติ และสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง นั่นคือลูกสาววัย 9 ปีของเขา “ซาน่า” ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งกระดูก

คำว่า “ป่วยคนเดียวล้มทั้งครอบครัว” เป็นเช่นไร วันนี้ เอ็นริเก้ กำลังเผชิญกับสิ่งนั้น เงินทอง อำนาจ เกียรติยศ และความสำเร็จที่ผ่านมา ไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อถึงเวลาชี้เป็นชี้ตาย

สำหรับคนเป็นพ่อนั้น ลูกสาว เปรียบเสมือนกับสิ่งแปลกใหม่ที่สอนให้เขารู้จักความสวยงามของชีวิต มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ในสหรัฐอเมริกา ถึงเหตุผลว่าทำไมพ่อจึงมีอิทธิพลต่อชีวิตลูกสาว และลูกสาวจึงมีอิทธิพลกับชีวิตพ่อ เพราะพ่อคือคนที่จะไม่ค่อยกำหนดชีวิตและตั้งกฎกับลูกเท่ากับแม่ เนื่องจากเป็นนักเกลี้ยกล่อมชั้นดี ดังนั้น ภาพของพ่อผู้ใจดีและเป็นฮีโร่ จึงปรากฎอยู่ในความทรงจำของลูกสาวเสมอ

ขณะที่ลูกสาวเองก็สามารถดึงความอ่อนโยนในตัวของพ่อผู้เป็นผู้ชาย เพศที่แสดงออกด้านความรักไม่เก่งเท่าได้อย่างน่าประหลาด เมื่อผู้ชายได้เป็นพ่อคน พวกเขาจะมีความรู้สึกอ่อนไหว และเข้าใจคนรอบข้างมากขึ้นกว่าที่เคย

ซาน่า กับ หลุยส์ คือคู่ พ่อ-ลูกสาว ที่ตรงตามตำรา สมัยเขาทำงานที่ บาร์เซโลน่า เอ็นริเก้ มักจะพาลูกสาวติดสอยห้อยตามไปยังสนามแข่งหรือสนามฝึกซ้อมบ่อยๆ มีภาพถ่ายหลายภาพที่ปรากฏภาพของ ซาน่า ถ่ายรูปร่วมเฟรมกับ หลุยส์ โดยที่เธอสวมเสื้อของทีม บาร์เซโลน่า

ยิ่งผูกพันมากก็ยิ่งเป็นห่วงมาก เอ็นริเก้ จึงตัดสินใจทิ้งทุกอย่างที่ตนเองมีเพื่อดูแล ซาน่า ที่ป่วย เขาบอกสหพันธ์ว่า การที่เขายังห่วงตำแหน่งโค้ช รังแต่จะส่งผลเสียให้กับทุกฝ่าย สุดท้ายการตกลงร่วมกันก็เกิดขึ้น เขาจะลาออกจากตำแหน่งทีมชาติ ตำแหน่งที่เขาพยายามเพื่อให้ได้มันมา และเป็นงานที่เขาพยายามทำเพื่อแลกกับความสำเร็จในอนาคต

“ผมตัดสินใจลงจากตำแหน่งกุนซือสเปน เนื่องด้วยหลายเหตุผลที่ขัดขวางผมไม่ให้ทำหน้าที่โค้ชได้ตามปกตินับตั้งแต่เดือนมีนาคมมาจนถึงปัจจุบันนี้” เอ็นริเก้ กล่าวผ่านเว็บไซต์ทีมชาติสเปน

“ขอขอบคุณทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของทีมสตาฟฟ์และขอบคุณนักเตะที่แสดงความเป็นมืออาชีพ นอกจากนี้ ยังรวมถึงสื่อด้วยที่ระมัดระวังและให้ความเคารพต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น”

“ขอบคุณจากใจ, หลุยส์ เอ็นริเก้ มาร์ติเนซ การ์เซีย”

เอ็นริเก้ ลาออกเพื่อมาทำหน้าที่พ่อเต็มเวลา ขณะที่ สเปน นั้น ถึงแม้จะเสียใจกับเรื่องนี้แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ในยามที่ไร้กุนซือ ตำแหน่งว่างไม่ได้ถูกคัดเลือกจากแคนดิเดตโค้ชใหม่แบบที่เคย สหพันธ์ฟุตบอลสเปน มอบตำแหน่งรักษาการให้ โรเบิร์ต โมเรโน่ ผู้ช่วยวัย 41 ปีของ เอ็นริเก้ ดูแลทีมจนกว่าการตัดสินใจครั้งต่อไปของ เอ็นริเก้ จะเกิดขึ้น

“ผมใฝ่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะก้าวขึ้นมาจับงานเฮดโค้ช แต่ไม่ใช่ในแบบนี้” โมเรโน่ให้สัมภาษณ์

ตัวของ โมเรโน่ นั้นต่างกับ เอ็นริเก้ โดนสิ้นเชิง เขาเกิดมาเพื่อเป็นโค้ชโดยเฉพาะ ไม่เคยผ่านการเป็นนักเตะระดับอาชีพมาก่อน เริ่มทำงานโค้ชครั้งแรกตั้งแต่ช่วงอายุ 20 ต้นๆ ก่อนจะได้โอกาสสำคัญจาก เอ็นริเก้ ที่เลือกเขาให้เข้ามาเป็นผู้ช่วยตั้งแต่ช่วงที่ เอ็นริเก้ คุมทีม โรม่า

เหตุผลที่ เอ็นริเก้ เลือกเขา เพราะ โมเรโน่ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะการประเมินความสามารถนักเตะสูง มีความรู้เรื่องแท็คติกที่แตกฉาน และเป็นคนมุ่งมั่นทะเยอทะยาน ทั้งสองคนสนิทกันมากเพราะทำงานร่วมกันมาเกือบ 10 ปี

ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ร่วมกัน และพวกเขาก็ไว้เนื้อเชื่อใจกันราวกับเป็นพี่น้อง ในวันที่ เอ็นริเก้ ลงจากตำแหน่ง เขานี่แหละที่เป็นคนบอกให้ สหพันธ์ฟุตบอลสเปน ให้โอกาส โมเรโน่ ขัดตาทัพไปก่อน เพราะเชื่อในความสามารถหลังจากได้สัมผัสมานาน ซึ่งตัวของ โมเรโน่ ก็ซาบซึ้งกับโอกาสที่ เอ็นริเก้ เป็นคนกรุยทางให้

“ผมกับเขาเรารู้จักกันมาได้เกือบ 10 ปี ผมเริ่มต้นอาชีพโค้ชก็เพราะ หลุยส์ เอ็นริเก้ ผมช่วยงานเขาสมัยคุมทีมเยาวชนของ บาร์เซโลน่า จากนั้นเราไปโรมด้วยกัน 2 ปี จากนั้นก็ไปที่ เซลต้า บีโก้ และสนุกกับช่วงเวลาต่างๆ ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งโอกาสการคุมทีม บาร์เซโลน่า ชุดใหญ่มาถึง เราได้เจอกับความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด ก่อนที่จะประกาศลาออก และบอกให้ผมก้าวต่อไป” โมเรโน่ กล่าวกับ Marca

โมเรโน่ สานงานต่อจาก เอ็นริเก้ ได้อย่างเด็ดดวง แม้จะเป็นมวยแทน แต่ สเปน ในมือของเขาไม่ธรรมดา โมเรโน่ คุมทีมสเปนลงสนามทั้งหมด 9 เกม ชนะ 7 เสมอ 2 และไม่แพ้ใครเลย ยิงประตูได้ถึง 29 ลูก อัตราการชนะต่อเกมอยู่ที่ 77.78% นี่คือตัวเลขที่สวยงามสุดๆ แถมยังพาทีมเข้ารอบสุดท้าย ยูโร 2020 อย่างสวยงามอีกด้วย ความสำเร็จมันมากจนทำให้ใครหลายคนคิดว่า โมเรโน่ เองก็สามารถพาทีมไปลุยทัวร์นาเมนต์ใหญ่ได้เช่นกัน ซึ่งตัวของ โมเรโน่ เองก็เผลอใจให้กับการทำงานที่ยอดเยี่ยมครั้งนี้ด้วย

เพียงแต่ว่าข้อตกลงระหว่าง เอ็นริเก้ นั้นไม่ได้ไปแล้วไปลับ ในวันที่เขาลาออก มีการคุยกันอย่างชัดเจนกับ หลุยส์ รูเบียเลส ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปน ในตอนนั้นมีการคุยกันว่า เอ็นริเก้ สามารถกลับมาทำงานกับสเปนได้ ในวันใดที่เขารู้ว่าเขาพร้อม

ตัวจริงกลับมา

หลังจากการลาออก 5 เดือน และใช้เวลาอยู่กับ ซาน่า ในโรงพยาบาล เอ็นริเก้ รู้ดีเต็มอกในการอัปเดตจากแพทย์แต่ละครั้ง เวลาของเธอเหลืออีกไม่นาน และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซาน่า จากไปด้วยโรคมะเร็งกระดูก การต่อสู้ระยะเวลา 5 เดือนนานพอที่จะทำให้ เอ็นริเก้ พร้อมรับความจริงง่ายกว่าการปุบปับจากไป

“เราคงจะคิดถึงหนูมาก แต่เราจะจดจำหนูทุกวันในชีวิตของเรา และด้วยความหวังว่าเราจะได้เจอกันอีกในอนาคต หนูจะเป็นดวงดาวที่คอยนำทางให้กับครอบครัวของเรา” เอ็นริเก้ เขียนจดหมายในวันที่ ซาน่า ได้จากโลกนี้ไป

2 เดือนจากความสูญเสีย เอ็นริเก้ จัดการกับความรู้สึกของตัวเองได้เร็วเกินคาด ฟุตบอลยูโร 2020 ถูกเลื่อนการแข่งขันออกไป 1 ปี และนั่นเป็นเรื่องดี เพราะเขาจะได้มีเวลากลับมาคุมทีมอีกครั้ง เพื่อสานต่องานที่เคยฝากกับ โมเรโน่ ลูกน้องคนสนิทของเขาเอาไว้

เพียงแต่ว่าเวลาผ่านไป อะไรๆก็ไม่เหมือนเดิม โมเรโน่ ไม่อยากจะลงจากตำแหน่ง แฟนบอลชอบทีมสเปนในยุคของเขา ขณะที่สหพันธ์ก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเคยตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าหากพร้อมเมื่อไหร่ เอ็นริเก้ ก็สามารถกลับมาทำงานของตัวเองได้.. นั่นจึงทำให้งานที่ควรจะเป็นของง่ายเพราะคนเคยๆกันทั้งนั้นต้องยุ่งยากกว่าเดิมอีกหลายเท่า เพราะตอนนี้เสียงแตกเรียบร้อย ฝั่งหนึ่งยกมือให้ เอ็นริเก้ อีกฝั่งก็บอกว่าทีมยุคของ โมเรโน่ คือทีมที่น่าเสี่ยงลงเดิมพัน

“แท็คติกคือสิ่งสำคัญกับฟุตบอลสเปน นักเตะจะเข้าใจกลยุทธ์ได้ดีกว่าถ้าใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย ผมนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาวิเคราะห์ถึงการครอบครองบอลและสิ่งต่างๆที่นักเตะของเราทำเวลาได้บอล และมันช่วยแก้ปัญหา ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก”

“วันที่ผมเริ่มฝึกสอนทีมชาติสเปน ผมพบเห็นความผิดพลาดหลายอย่างเกิดขึ้น ผมนำเทคโนโลยีและวิธีการใหม่ๆเข้ามา ซึ่งผมก็มั่นใจว่าพวกนักเตะเองก็รู้สึกว่านั่นช่วยให้พวกเขากลายเป็นนักเตะที่ดีขึ้น” โมเรโน่ เริ่มบอกถึงวิธีของตนที่ทำให้ สเปน ไร้พ่าย แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆก็ตาม

แม้จะทำทีมดี มีอนาคต และนำสิ่งใหม่ๆมาให้ทีมมากมาย แต่สัญญาลูกผู้ชายพูดแล้วต้องไม่คืนคำ เมื่อ เอ็นริเก้ พร้อม สหพันธ์ฟุตบอลสเปน นำโดย รูเบียเลส ยืนยันว่า เอ็นริเก้ จะได้กลับมาคุมทีมชาติทันที ขณะที่ โรเบิร์ต โมเรโน่ จะต้องกลับไปเป็นผู้ช่วยอีกครั้ง.. แต่หนนี้ เอ็นริเก้ ที่ต้องเจอกับช่วงเวลาการโดนวิจารณ์ว่าจะเข้ามาชุบมือเปิบ หรือใดๆก็ตามในช่วงการดึงตำแหน่งของตัวเองกลับมา ยืนยันว่ารอยร้าวระหว่างเขากับ โมเรโน่ ที่ร่วมงานกับมาเกือบ 10 ปี เกิดขึ้น และไม่สามารถจะทำงานด้วยกันได้อย่างสนิทใจอีกต่อไป

“คนเดียวที่มีส่วนรับผิดชอบกับการที่ โรเบิร์ต โมเรโน่ ไม่ได้อยู่ในทีมสตาฟฟ์คือผมเอง” เอ็นริเก้ ไม่ต้องปล่อยให้ใครเดา

ความจริงคือทั้งคู่ผ่านการถกเถียงกันมาหนักพอสมควร มีการพูดคุยกันอย่างเป็นส่วนตัว และ โมเรโน่ ยืนยันความต้องการว่า “เขาอยากพาทีมสเปนไปยูโร 2020” แต่หาก เอ็นริเก้ ไม่ต้องการ เขาจะยอมกลับไปเป็นผู้ช่วยอีกครั้ง

เอ็นริเก้ มองว่านี่คือการ “งัดข้อ” โมเรโน่ ได้รับความนิยมไม่น้อยในช่วงเวลาที่เขาเป็นกุนซือขัดตาทัพ เขาตัดสินใจชัดเจนในทันทีว่า โมเรโน่ จะกลายเป็นหอกข้างแคร่ไม่วันใดก็วันหนึ่ง สุดท้ายเขาใช้อำนาจที่เขามี ปลด โมเรโน่ ออกจากทีมสตาฟฟ์ เมื่อเขากลับมาทำงานอีกครั้ง

“ผมรู้สึกได้ว่าเขากำลังทะเยอทะยาน มันเป็นความฝันของเขาในการเป็นโค้ช แต่สำหรับผมแล้วมันคือการทรยศหักหลัง ผมจะไม่มีทางทำแบบนั้น สำหรับผมแล้วมันเป็นข้อบกพร่องเรื่องใหญ่ ผมเข้าใจสถานะของเขานะ แต่ผมไม่ขอมีส่วนกับมัน” เอ็นริเก้ กล่าว

เขาถูกโจมตีเยอะตามคาด.. โมเรโน่ บอกเล่าวิธีการของตัวเองมากมาย ไล่เรียงเรื่องราวและสิ่งต่างๆที่เขาเปลี่ยนทีมชาติสเปนในยุคของเขา แต่เมื่อถูกถามถึงเรื่องที่เขาคุยกับ เอ็นริเก้ เขาไม่พูดอะไร และยืนยันว่าเขาไม่ได้เป็นคนทรยศ ง่ายๆแค่นั้น ไม่ได้กล่าวอะไรมากกว่านี้ เพราะเขาต้องการเลี่ยงการปะทะ

“ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ผมไม่อยากพูดอะไรที่ทำให้ทุกฝ่ายต้องได้รับผลเสีย ผมคุยกับเขาจริง และผมยังไม่รู้เลยว่าเขาโกรธอะไร ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ แต่ย้ำอีกครั้งว่า ผมยอมรับการตัดสินใจทุกอย่าง แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับคำกล่าว 2 คำที่เขาบอกว่าผมเป็นคนทรยศและทะเยอทะยาน.. ผมกับเขาทำงานมานาน 9 ปี และนั่นน่าจะพอพิสูจน์อะไรในตัวผมได้ไม่น้อย” โมเรโน่ สวนกลับสั้นๆ หลังการแถลงของ เอ็นริเก้

การต่อล้อต่อเถียงยาวมาเป็นหางว่าว ฝั่ง เอ็นริเก้ ให้คำตอบสุดท้ายกับสื่อว่า สิ่งที่ โมเรโน่ พูดมาไม่เป็นความจริง แต่อย่างไรเสีย จากนี้เขาจะเป็นโค้ชของทีมชาติสเปน โดยไม่มีมือขวาชื่อ โรเบิร์ต โมเรโน่ อีกต่อไป

“ด้วยความเป็นมืออาชีพ ผมไม่มีเหตุผลในการวิจารณ์ โรเบิร์ต โมเรโน่ เขาเป็นคนที่เตรียมการบ้านดีและเป็นโค้ชที่เก่งมาก คำพูดของเขาบอกสิ่งหนึ่งและความจริงมันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง”

“ผมอาจไม่ใช่ฝ่ายดีในภาพยนตร์ แต่ผมก็ไม่ใช่ตัวร้ายเช่นกัน” เอ็นริเก้ กล่าวทิ้งท้าย

ปัญหาไม่จบไม่สิ้น

การกลับมาของ เอ็นริเก้ หนนี้ถูกตั้งแง่จากเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งเก้าอี้กุนซือกับ โมเรโน่ ไม่น้อย ดังนั้น เขาจึงถูกจับตามมองเป็นพิเศษ ในยามที่ทีมทำผลงานได้ไม่ดี ก็มักจะโดนบอกว่า ทีมชุดโมเรโน่ ดีกว่าทีมชุดที่เขาทำ

อีกทั้ง เอ็นริเก้ ยังทำในสิ่งที่ไม่มีโค้ชสเปนคนไหนกล้าทำ ด้วยการประกาศชื่อนักเตะลุยยูโร 2020 รอบสุดท้ายเพียง 24 คน จากที่สามารถส่งได้ถึง 26 คน แถมยังไม่ใช้บริการนักเตะจาก เรอัล มาดริด แม้แต่คนเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เซร์คิโอ รามอส กัปตันทีมคนสำคัญ

การตัดสินใจเช่นนั้นทำให้เขาโดนโจมตี และหลายฝ่ายมองว่าอาจจจะเป็นเพราะ รามอส เป็นนักเตะที่เลือกข้าง โมเรโน่ มากกว่าเขา เพราะครั้งหนึ่ง โมเรโน่ เคยบอกว่า รามอส คือคนสำคัญ เป็นนักเตะที่ทีมจะขาดไม่ได้ ซึ่งตัว รามอส เองก็เต็มใจช่วยงาน โมเรโน่ มาโดยตลอดในเวลาที่ โมเรโน่ ได้รับงานใหม่ๆ

“รามอส คือผู้ชี้ขาดของเรา ตั้งแต่ที่ผมเข้ามาทำงาน เขาเข้ามาพูดกับผม และคุยกับนักเตะในแคมป์ทีมชาติทุกคนว่าพวกเราต้องช่วยกัน และเขาจะเป็นแกนนำที่สนับสนุนผม เพราะเขาต้องการให้ผมอยู่กับทีม” โมเรโน่ เคยว่าไว้เช่นนั้น

ขณะที่ความสัมพันธ์ของ รามอส กับ เอ็นริเก้ นั้นง่อนแง่นกันมานานตามที่เคยได้กล่าวไว้ข้างต้น เพราะ รามอส มักวิจารณ์การตัดสินใจของ เอ็นริเก้ อยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม นี่ก็แค่การคาดเดาของสื่อเท่านั้น ไม่มีใครรู้เหตุผลที่แท้จริงว่าเหตุใดรามอสจึงไมได้มาเล่น ยูโร 2020 อาจจะเป็นเพราะเขาไม่ฟิตพอ หรืออาจจะเป็นเพราะเขาเป็นผู้นำของกลุ่มนักเตะที่ได้เลือกว่าจะอยู่คนละฝั่งกับ เอ็นริเก้

ถึงตอนนี้ เอ็นริเก้ ยังคงยึดมั่นในแนวทางของตัวเองเหมือนเคย ปรัชญาการผ่านและครอบครองบอลยังคงถูกนำมาใช้ ทว่าผลงานของ สเปน กลับแย่ในยูโรหนนี้ พวกเขาลงเล่น 2 นัดและได้แค่ 2 แต้ม โดยเฉพาะเกมรุกนั้นโดนติติงมากเป็นพิเศษ

การเป็นคนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ มีข้อดีคือสามารถชี้ขาดและเชื่อมั่นในตัวเองได้อย่างเต็มที่ ทว่าข้อเสียคือหากทีมทำผลงานแย่และน่าผิดหวัง เขาก็ต้องเป็นคนแรกที่ต้องออกมารับผิดชอบเช่นกัน

เอ็นริเก้ กำลังอยู่บนเส้นทางเดินนั้น และมีโอกาสที่เราจะได้เห็นว่า แท้จริงแล้วสถานการณ์ในแคมป์ของสเปนเป็นอย่างไรหลังจาก ยูโร ครั้งนี้

หากสเปนผลงานไม่ดี เอ็นริเก้ โดนปลด และ โรเบิร์ต โมเรโน่ ถูกเรียกกลับมาทำงาน นั่นหมายความว่าเรื่องคลื่นใต้น้ำ “น่าจะ” มีอยู่จริง และเป็นกุญแจสำคัญถึงการเลือกตัวแปลกๆของ เอ็นริเก้ ในครั้งนี้

แต่ถ้าเขาพาทีมคว้าแชมป์ได้ขึ้นมา ที่สุดแล้วคำวิจารณ์และตั้งแง่กับเขาจะถูกเปลี่ยนเป็นคำชมทั้งหมด แนวคิดที่ถูกมองว่าคร่ำครึและเลือกข้างจะถูกยกย่องว่าเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ

เพราะฟุตบอลนั้นวัดความสำเร็จกันที่ผลลัพธ์ และเราต้องมาคอยดูกันว่า เอ็นริเก้ จะพาทีมไปถึงไหนในยูโร 2020 นี้

(*หมายเหตุ บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นระหว่างศึกยูโร 2020 โดยบทสรุปสุดท้ายแล้ว ทีมชาติสเปน ผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะดวลจุดโทษพ่าย ทีมชาติอิตาลี ไป 2-4)